01: บทนำ

00 K Brain_Science

ในส่วนนี้เป็นการรวบรวมและนำเสนอทฤษฏีการเรียนรู้ต่างๆ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย กระชับ และชัดเจน เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียน และการสอนในวิชาต่างๆ ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของผู้อ่านบทความนี้จึงไม่จำกัดเพียงแค่กลุ่มเพื่อนครูที่ต้องการความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน แต่ยังรวมถึงกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ต้องการพัฒนาวิธีการเรียนรู้ของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากความอยากรู้อยากเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติของมนุษย์ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือจุดมุ่งหมายหนึ่งก็คือ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาวิทยาศาสตร์นำมาซึ่งการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เช่น การพยายามรับส่งข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งที่ไกลออกไป ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบรับส่งข้อความผ่านสัญญาณไฟฟ้าในรูปแบบโทรเลขโดยเซอร์ ชาลส์ วีตสโตน (Sir Charles Wheatstone) และ เซอร์ วิลเลียม ฟอเทอร์กิลล์ คุก (Sir William Fothergill Cooke) การสร้างโทรศัพท์เพื่อรับส่งสัญญาณเสียงโดยอเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) การรับส่งสัญญาณไฟฟ้าในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ค้นพบโดยไฮน์ริช เฮิรตซ์ (Heinrich Rudolf Hertz) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาการรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย เช่น วิทยุและโทรศัพท์เคลื่อนที่ การพยายามรับส่งข้อมูลผ่านระบบเน็ตเวิร์คจากคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแองเจลิส (University of California at Los Angeles: UCLA) สู่คอมพิวเตอร์อีก 3 เครื่องที่ สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด (Stanford Research Institute: SRI), มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งซานตาบาร์บารา (University of California, Santa Barbara: UCSB), และมหาวิทยาลัยยูทาห์ (University of Utah) โดยคณะทำงานของอาจารย์ลีโอนาร์ด ไคลน์รอก (Leonard Kleinrock) จนพัฒนาเป็นระบบอินเตอร์เน็ตที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

รูป 1 อุปกรณ์รับส่งข้อมูลแบบต่างๆ

การศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายหลักก็คือ การถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง และเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนรุ่นถัดไปเพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถนำความรู้ที่มีอยู่ในยุคนั้นๆ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิ และเพื่อให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการสืบเสาะหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ด้วยเหตุนี้ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้ว จึงแตกต่างจากปัจจุบันเป็นอย่างมาก มีการสร้างบ้านเรือนที่แข็งแรงขึ้นทำให้ชีวิตความเป็นอยู่มีความปลอดภัยมากขึ้น มีการสร้างรถและเครื่องบินเพื่อใช้เป็นพาหนะในการเคลื่อนที่ ทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มีความสะดวกรวดเร็วขึ้น ในขณะที่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ยังคงมีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่แตกต่างจากบรรพบุรุษมากนัก นกกระจิบและนกกระจอกยังคงใช้กิ่งไม้และเศษหญ้าทำรังไม่ว่าจะผ่านมากี่หมื่นกี่พันปีก็ตาม เสือยังคงไล่ล่าสัตว์อื่นเพื่อเป็นอาหารด้วยการวิ่ง จะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่ามนุษย์จะมีสัญชาตญาณที่ต่ำกว่าสัตว์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การดมกลิ่น การได้ยิน การมองเห็น การรับรู้ทิศทาง และการรับรู้อุณหภูมิ แต่มนุษย์ก็มีความสามารถประเภทหนึ่งที่เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ นั่นคือ ความสามารถในการเรียนรู้ การพัฒนาองค์ความรู้ และการถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกหลานในรุ่นต่อๆ ไป

มนุษย์ได้มีการศึกษาทางด้านศาสตร์การสอนและทฤษฏีการเรียนรู้มาอย่างยาวนาน แต่พึ่งจะมีการศึกษาอย่างจริงจังและเป็นระบบในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น กอปรกับการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นมีความสลับซับซ้อนและมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนนั้นยังมีไม่มาก และนักการศึกษาเองก็ยังไม่สามารถหาทฤษฏีที่ดีที่สุดที่สามารถอธิบายการเรียนรู้ของมนุษย์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำและครอบคลุมทุกตัวแปรที่เป็นไปได้ ดังนั้นการเรียนการสอนที่ยึดติดกับทฤษฎีการเรียนรู้ใดทฤษฏีหนึ่งมากจนเกินไปอาจจะไม่ส่งผลดีเทียบเท่ากับการประยุกต์ใช้ทฤษฏีการเรียนรู้หลายๆ ทฤษฏีเข้าด้วยกัน นอกจากนี้แล้ว การเรียนรู้ของมนุษย์นั้นขึ้นกับสภาพแวดล้อมรอบตัว และลักษณะของเนื้อหาวิชาที่กำลังศึกษาด้วย ดังนั้น เพื่อให้การใช้ทฤษฎีการเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด จำเป็นที่จะต้องใช้ประสบการณ์ของท่านผู้อ่านมาร่วมในการคิดและตัดสินใจเพื่อปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่ท่านผู้อ่านเผชิญอยู่ ในวงการทางการศึกษาจะมีคำศัพท์คำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นี้ คือ ความรู้ความสามารถในการสอนเนื้อหาใดเนื้อหาเนื้อหาหนึ่ง (Pedagogical Content Knowledge, PCK) แนวคิดนี้ก็คือ ความสามารถในการสอนเนื้อหาใดเนื้อหาหนึ่งนั้นจัดว่าเป็นความสามารถเฉพาะบุคคลที่ต้องใช้ความรู้ทั้งทางด้านเนื้อหา ด้านศาสตร์การสอน ประสบการณ์ในการสอน ความรู้เกี่ยวกับตัวนักเรียนและสิ่งแวดล้อม มาประกอบเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น คนที่เข้าใจเนื้อหาเรื่องคลื่นเป็นอย่างดีก็อาจจะไม่สามารถสอนเรื่องคลื่นให้กับนักเรียนหรือบุคคลอื่นได้ หากเขาไม่ทราบว่าจะต้องสอน หรืออธิบายอย่างไร และคนที่เข้าใจทฤษฎีการเรียนรู้เป็นอย่างดีก็ไม่สามารถที่จะสอนเรื่องคลื่นให้กับนักเรียนได้ หากเขาไม่มีความรู้ความเข้าใจในตัวทฤษฎีที่เกี่ยวกับเรื่องคลื่นอย่างเพียงพอ

บทความต่อไปจะนำเสนอโมเดลการทำงานของสมองแบบคู่หน่วยความจำเพื่ออธิบายระบบการทำงานของสมองมนุษย์แบบคร่าวๆ จากนั้นในบทความต่อไปจะอธิบายลักษณะการทำงานของระบบสมองในส่วนแรก คือ หน่วยรับข้อมูลจากประสาทสัมผัส (Sensory Register)

Comments

comments